วันเสาร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2554

10 Best DSLR Cameras

10 อันดับ กล้อง ที่ดีที่สุด 2011
10 Best DSLR Cameras 


กล้องดิจิตอลตอนนี้ เขาก็จะแบ่งได้เป็น
1. Compact 
2. DSLR-like 
3. DSLR



 กล้อง Digital Compact
กล้อง Digital Compact 
กล้องประเภทนี้เล็ก สะดวก เหมาะกันการถ่ายภาพ
ถ่ายสนุก ราคาถูก ไม่ต้องดูแลอะไรมาก อย่าทำตกพื้น หรือ ตกน้ำ
หรือ ละอองน้ำเช่นน้ำตก ( แต่มีบางรุ่นกันละอองน้ำนิดหน่อยได้ )
สำหรับตัวนี้ก็ไม่มีอะไรมาก สามารถถ่ายให้สวยได้
เคยเห็นบางท่านถ่ายออกมาแล้วดูดีกว่า พวกที่ถ่ายด้วย DSLR เสียอีก

กล้อง Digital Compact
น่าจะเรียกได้ว่าเป็นกล้องที่พวกเราส่วนใหญ่จะคุ้นเคยมากที่สุดก็ว่าได้ เนื่องจากเป็นกล้องที่มีขนาดเล็ก พกพาง่ายๆ ไปที่ไหนก็ได้ เวลาจะหยิบออกมาใช้งานก็สะดวก การใช้งานก็ง่ายๆ ส่วนใหญ่จะมีโหมดการถ่ายแบบสำเร็จรูปเช่น ถ่ายคน ถ่ายวิว ถ่ายกลางคืน มาให้แล้วอย่างเสร็จสรรพ ยิ่งไปกว่านั้น ทุกวันนี้กล้อง Digital Compact ก็ยังคงพัฒนาฟังก์ชันช่วยการใช้งานแบบนี้ออกมายั่วน้ำลายพวกเราอยู่เรื่อยๆ จะเห็นได้จากกล้องรุ่นใหม่ๆจะมีลูกเล่นเช่น ระบบตรวจจับรอยยิ้มก่อนลั่นชัตเตอร์ (face detection) หรือจะเป็นระบบเลือกจุด Focus ได้ด้วยการสัมผัสบนจอ touch screen และอื่นๆที่คงจะทะยอยตามกันออกมาอีกมากมายให้เราได้เลือกใช้กัน


 กล้อง DSLR-like(กล้อง Prosumer)
กล้อง DSLR-like (กล้อง Prosumer)
คือกล้องที่อยู่ตรงกลางระหว่าง DSLR กับ Compact 
คำจำกัดความของกล้องตัวนี้ คือ ตัวเดียวตะลุยรอบโลก

หากผมใช้คำว่า กล้อง Prosumer หลายๆคนอาจจะเริ่มขมวดคิ้วนิดๆว่าเอ๊ะ นี่มันคือกล้องประเภทไหนกันหว่า แต่ถ้าผมเรียกว่า กล้อง DSLR Like แล้วล่ะก็ คงมีคนร้องอ๋อเพิ่มขี้นอีกเยอะเลย กล้อง DSLR Like (ขออนุญาติเรียกแบบนี้ตามกระแสละกันนะครับ) จริงๆแล้วก็ถือว่าเป็นกล้อง Digital Compact ประเภทหนึ่ง เนื่องจากมันมีขนาดเซนเซอร์รับภาพที่เท่าๆกัน กลไกการทำงานเพื่อให้ได้ภาพออกมาก็ใกล้เคียงกัน สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาสำหรับกล้องประเภทนี้ก็คือฟังก์ชันในการถ่ายภาพต่างๆที่ใกล้เคียงกล้อง DSLR ก็เลยเป็นที่มาให้หลายๆคนเรียกมันว่า DSLR Like 


ถาม ทำไมต้อง DSLR-like
ตอบ มีบางสิ่งบางอย่างที่กล้อง compact ทำไม่ได้ ยกตัวอย่างเช่น การ zoom
Compact เกินครึ่ง Optical Zoom ทำได้ประมาณ 3X
(คือการ ขยายขนาดของภาพที่เราเห็นด้วยเลนส์ ส่วน x ก็คือ เท่าเช่น 3x ก็ขยาย 3เท่า)


ถามต่อ แล้วถ้าอยากได้กล้องที่มีคุณสมบัติ ดี ๆ ลูกเล่นเยอะ ๆ ทำไม
ไม่เลือกกล้อง DSLR ไปเลยละ
ตอบ ก็ DSLR มันแพงไง ( แต่ตอนนี้ ราคาเริ่มไม่ต่างกันมากแล้ว )
นอกจากนี้ DSLR ยังมีการใช้งานที่ซับซ้อนในการใช้งาน
และรายละเอียดในการดูแลรักษา ร่วมทั้ง ปัญหาในการจัดหาเลนส์
ให้เหมาะกับการใช้งาน ร่วมทั้งความสะดวกในการ พกพา


ถามกลับ อ้าวว อยากใช้กล้อง ง่าย ๆ สะดวก ทำไมไม่ใช้กล้อง Compact ละ
ตอบ โว้วว ถูกของท่าน ผมอยากใช้งานกล้อง ง่าย ๆ อยากได้กล้องราคาไม่แพง
แต่บางที ผมก็อยากจะถ่ายภาพ ที่ต้องใช้เทคนิค หรือต้องใช้ความสามารถของ
กล้องเข้าช่วยด้วย


เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงได้มีกล้อง DSLR-like เพื่อมาชดเชย ปัญหาต่าง ๆ ข้างต้น
คำว่า ตัวเดียวตะลุยรอบโลก คงจะไม่ผิดนัก
พูดมาเสียยาว ถ้าไปถามบางท่าน เขาจะบอกว่า กล้อง DSLR กับ DSLR-like
ต่างกันตรงที่ DSLR ถอดเปลี่ยนเลนส์ได้
DSLR-like ถอดเปลี่ยนเลนส์ไม่ได้ จบ....


ถ้าตอนนี้ท่านกำลังสนใจกล้อง DSLR-like อยู่ แนะนำ
- ตัวกล้อง ราคาควรอยู่ประมาณ ไม่เกิน หมื่นห้า ( ณ วันที่ 09/10/2550 )
ถ้าราคาใกล้ สองหมื่น ลองดู DSLR เลยดีกว่า
- ยี่ห้อไหนดี สำหรับยี่ห้อในการเลือกกล้องนี่ มันเป็นความเชื่อครับ
พอ ๆ กับศาสนาเลย มีอยู่ประโยคใช้ได้กับ ห้องกล้องใน Pantip เลยก็คือ
ไม่ชอบก็อย่าลบหลู่ เพราะงั้น ข้ามไปเลยหัวข้อนี้
- สิ่งสำคัญในการเลือกกล้อง ลองไปใช้งาน ลองกด ลองถ่าย
ลองเลือกเมนู
อันนี้ประสพการณ์ของผมเอง ผมไม่ชอบ การเปลี่ยนโหมดด้วยการ หมุน
เช่น กดถ่าย ต้องหมุนเปลี่ยนโหมด ถ่ายเสร็จจะดูรูป ต้องหมุนเปลี่ยนโหมด ประมาณนี้
( เป็นความชอบส่วนตัว )
- ดูว่า เมนูและปุ่มต่าง ๆ มันถูกใจเราไหม
- ถือถนัดมือไหม
- สีสรรที่ได้ผ่านเลนส์แต่ละยี่ห้อไม่เหมือนกัน สีสรรถูกใจเราไหม
เวลาเราจะไปซื้อกล้อง ส่วนใหญ่เท่าที่เห็นก็จะประมาณ ราคาที่งบกำหนด กับสเปคที่ถูกใจ


 กล้อง DSLR
กล้อง DSLR 
ซึ่งเป็นกล้องที่เรียกว่ากำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงในปัจจุบันเลยทีเดียว กล้องประเภทนี้ (DSLR) จะมีกลไกในการทำงานที่แตกต่างออกไปจากกล้อง Digital Compact และมีขนาดของเซนเซอร์รับภาพที่ใหญ่กว่ามาก กล้องประเภทนี้จะสามารถเปลี่ยนถอดเปลี่ยนเลนส์ได้ตามช่วงซูมต่างๆ และมีฟังก์ชันในการปรับแต่งค่าต่างๆในการถ่ายมากมาย เรื่องของกล้อง DSLR ถ้าจะให้พูดกันจริงๆ ก็คงยาว



กล้อง SLR คือ Single -lens reflex cameras
SLR เป็นกล้องสะท้อนภาพเลนส์เดี่ยวด้วยระบบฟิลม์
กล้อง DSLR คือ Digital single-lens reflex cameras
D ที่เพิ่มมาคือ Digital เป็นกล้องแบบเปลี่ยนเลนส์ได้ DSLR เป็นกล้องสะท้อนภาพเลนส์เดี่ยวด้วยระบบดิจิตอล
กล้อง DSLR คือ อะไร มันคือกล้องตัวใหญ่ ๆ ทำไมต้องใหญ่
เพราะข้างในกล้องมันเทคโนโลยี เยอะ เครื่องแรงประมาณนั้น ราคาก็เลยแพง
ราคาแพง ความสามารถในการถ่ายภาพก็มากตามไปด้วย
ตัวกล้องกับตัวเลนส์ สามารถถอดแยกกันได้ ตอนซื้อบางรุ่นจะขายแค่ตัวกล้อง
ถ้ารุ่นไหนขายคู่มากับเลนส์ จะใช้คำว่า + Kit (kit คือ เลนส์ที่ให้มาพร้อมตอนซื้อกล้อง)
เลนส์ สามารถเปลี่ยนได้ตามความต้องการของเจ้าของ (ตามฐานะของเจ้าของมากกว่า)เลนส์บางอันแพงมาก แพงกว่าตัวกล้องหลายเท่าตัวก็มี
เหมาะกับมืออาชีพ ช่างภาพ นักข่าว หรือผู้ที่มีใจรักในการถ่ายภาพ 
และการใช้เทคนิคในการถ่าย 
ขนาดมันใหญ่ น้ำหนักมาก เอาไปไหน ต้องมีกระเป๋า
( เพราะต้องพก กระบอกข้าวหลาม ( เลนส์ ) ไปหลายตัว )
การดูแลรักษาต้องมีกันชื้น ต้องกันฝุ่น อื่น ๆ อีกมาก 
เป็นคือกล้องที่มีความสามารถที่สูงที่สุดในท้องตลาด
แนะนำเคล็ดลับการใช้ กล้อง DSLR และ เลนส์
เทคนิคการใช้กล้อง DLSR ไม่ว่าจะเป็น Nikon, Canon, Sony, Fuji และยี่ห้ออื่นๆ นั้นขึ้นอยู่บนพื้นฐานเดียวกัน เพียงแค่เรารู้จักควบคุม อุปกรณ์ถ่ายภาพ ต่างๆ กล้อง เลนส์ Flash และ Filter ให้ถูกต้องและเต็มประสิทธิภาพ เพียงเท่านี้ก็สามารถ ถ่ายรูปออกมาได้สวย ไม่แพ้ช่างกล้องมืออาชีพเลย


กล้อง DSLR ราคาถูก
ปัจจุบันเทคโนโลยีด้านอุปกรณ์ถ่ายภาพอย่างกล้องดิจิตอลพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว แถมยังมีราคาถูกลงกว่าเดิมมาก โดยเฉพาะกล้องดิจิตอลประเภท D-SLR จนทำให้ใครหลายคนโดยเฉพาะกลุ่มนักศึกษา หันมาสนใจและใช้กล้องประเภทนี้กันมากขึ้น แต่ปัญหาที่ตามมาและพบได้บ่อยครั้ง คือ มือใหม่หลายคนยังขาดความรู้ความเข้าใจในการเลือกซื้อกล้องประเภทนี้


กล้อง DSLR คืออะไร
D-SLR เป็นกล้องดิจิตอลสะท้อนภาพเลนส์เดี่ยว ดัดแปลงจากกล้องฟิล์ม 35 mm. มาเป็นระบบดิจิตอล และใช้เซ็นเซอร์ในการรับภาพ โดยมีระบบการทำงาน รวมถึงคุณสมบัติต่างๆเหนือกว่ากล้องดิจิตอลคอมแพ็คทั่วไป ซึ่งปัจจุบันราคาของกล้องประเภทนี้ถูกลงกว่ายุคก่อนมาก เป็นเหตุให้มือใหม่โจนเข้าสู่วงการการถ่ายภาพมากขึ้น


การเลือกซื้อกล้อง DSLR
จะเลือกซื้อกล้อง D-SLR อย่างไร มีคำแนะนำว่า อย่างแรก ให้มองจากงบประมาณเป็นหลัก เมื่อเราทราบงบประมาณแล้ว จะเลือกซื้อได้ง่ายขึ้น ส่วนจะเลือกกล้องค่ายไหน ยี่ห้ออะไรนั้นไม่สำคัญ เพราะปัจจุบันต่างก็มีคุณสมบัติที่ดีใกล้เคียงกันทุกค่าย เราควรเลือกจากระบบการใช้งาน สีสันของภาพที่ได้ การจับถือแล้วชอบหรือเปล่า และสุดท้ายก็อาจจะมาพิจารณาที่บริการหลังการขาย
“ช่างภาพมือใหม่บางคนอาจยังเข้าใจผิดเรื่องจำนวนพิกเซล ว่าถ้ามีจำนวนพิกเซลสูงๆแล้วภาพจะสวยกว่า แต่ความจริงแล้วไม่เกี่ยว กล้อง D-SLR 10 ล้านพิกเซล ก็ถือว่าเพียงพอแล้ว สามารถนำไปอัดภาพขนาด 20 นิ้วได้สบายๆ”


การเลือกซื้อ Lens สำหรับกล้อง DSLR
การเลือกเลนส์สำหรับกล้อง DSLR นั้นเริ่มแรก ควรลองใช้ Normal Lens ที่ติดกล้องไปก่อน เพราะการเริ่มต้นนั้น ไม่จำเป็นต้องใช้เลนส์ราคาแพง ควรใช้เวลาเรียนรู้ว่า ตนเองชอบการถ่ายภาพแนวไหน ศึกษาให้ถ่องแท้ โดยใช้เลนส์ normal ฝึกมือไปเรื่อยๆจนเชี่ยวชาญ แล้วค่อยตัดสินใจซื้อเพิ่มเติมภายหลังก็ได้
“ช่างภาพวัยนักศึกษาไม่จำเป็นต้องไปซื้อเลนส์ระดับโปร อย่าไปคิดว่า ถ่ายด้วยเลนส์ราคาแพง แล้วภาพจะสวยได้ทันที การเริ่มต้นด้วยเลนส์ติดกล้อง ก็สามารถถ่ายภาพให้สวยได้ จริงอยู่ว่า เลนส์ราคาแพงมีคุณสมบัติบางอย่างที่ดีขึ้น แต่นักศึกษาเอง ก็ต้องคำนึงถึงความเหมาะสมของงบประมาณด้วย”


อยากรับงานถ่ายภาพโดยกล้อง DSLR ควรทำไง
อย่างไรก็ตาม วิชัย แนะนำข้อคิดเตือนใจสำหรับมือใหม่ว่า หากคิดจะฝึกฝนการถ่ายภาพด้วยการออกไปรับงานสำคัญๆ เช่น งานรับปริญญา หรืองานแต่งงาน ควรเริ่มต้นจากการเป็นผู้ติดตาม หรือตากล้องมือสองเสียก่อน เมื่อมีความเข้าใจ มีฝีมือมากพอแล้ว จึงค่อยไปรับงานเอง



10 อันดับ กล้อง ที่ดีที่สุด 2011
10 Best DSLR Cameras
ขณะนี้มีเทคโนโลยีที่ได้กลายเป็นขั้นสูงเพื่อเทคโนโลยีในกล้องยังได้กลายเป็นสูงมากและตอนนี้เราจะได้พบกับความเป็นจริงและคุณภาพดีกว่าในรูป ทั้งหมดกล้อง DSLR ใหม่ช่วยให้เราสามารถถ่ายภาพที่มีความยืดหยุ่นและมีคุณภาพและคุณสามารถเพลิดเพลินกับข้อ จำกัด ของงานสร้างสรรค์ในราคาที่สมเหตุสมผลดีและเป็นธรรม ดังนั้นที่นี่ผมได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการด้านบนรับการจัดอันดับที่ดีที่สุดและกล้อง DSLR ออกปีนี้และมีตั้งแต่เป็นกล้องที่ดีที่สุดดูของปี 2011 ฐานในรายละเอียดและคุณสมบัติของพวกเขา เพื่อขอตรวจสอบที่ดีที่สุดกล้อง DSLR ของปี 2011
 10. Canon EOS 60D:
 
60D Rebel Canon เป็น 18MP CMOS ขนาด APS - C กล้องดิจิตอล SLR ที่สามารถถ่ายภาพได้อย่างเต็มรูปแบบวิดีโอ HD 1080 และมีจอ LCD 3.0 นิ้วและมีการจัดอันดับ 10 ในรายการของกล้อง DSLR ที่ดีที่สุดของ 2011 มันสามารถใช้ได้ในราคา $ 899
 9. Canon EOS Rebel T2i:
 
Canon EOS Rebel T2i เป็น 18 MP CMOS ขนาด APS - C กล้องดิจิตอล SLR และมีขนาด 3.0 นิ้วจอ LCD และ EF - S 18 - 55mm f/3.5-5.6 เป็นเลนส์และได้รับการจัดอันดับให้เป็น 9 ในปี 2011 เป็นค่าใช้จ่าย $ 899 ที่เป็นธรรมมากเพราะคุณสมบัติที่บรรจุพลังงาน
 8. Canon EOS Rebel T3:
 
Canon EOS Rebel T3 เป็น 12.2 MP CMOS Digital SLR พร้อมกับ 18 - 55mm IS II EOSเลนส์และโหมดภาพเคลื่อนไหว HD และมันเป็นอันดับที่ 8 ในรายการนี้ ในราคาเพียง 591 $
 7. Canon EOS Rebel T1i:
 
Canon EOS Rebel T1i เป็น 15.1 MP CMOS กล้องดิจิตอล SLR พร้อมขนาด 3 นิ้วจอ LCD และ EF - S 18 - 55mm f/3.5-5.6 เป็นเลนส์และสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือมันสามารถใช้ได้ในราคาที่ต่ำมากจาก $ 555
 6. Nikon D3000:
 
Nikon D3000 10.2MP เป็นกล้องดิจิตอล SLR และมี 18 - 55mm f/3.5-5.6G AF - S DX VRเลนส์ซูม Nikkor และมีการจัดอันดับ 6 ในรายการ top 10 กล้อง DSLR ปี 2011 มันสามารถใช้ได้ในราคาที่เหมาะสมมากของ $ 549
 5. Canon Rebel XS:
 
Rebel XS Canon เป็น 10.1MP กล้องดิจิตอล SLR กับ EF - S 18 - 55mm f/3.5-5.6 เป็นเลนส์และจะสามารถใช้ได้ในราคาที่ยุติธรรมมากของ $ 479
 4. Nikon D5100:
 
Nikon D5100 เป็นกล้อง CMOS 16.2MP Digital SLR และมี 18 - 55mm f/3.5-5.6 AF - S DX VR Nikkor เลนส์ซูมและจะสามารถใช้ได้ในราคา $ 849

 3. Canon EOS Rebel T3i:
 
Canon EOS Rebel T3i เป็นกล้อง CMOS 18MP Digital SLR และมีคุณลักษณะของ DIGIC 4 Imaging กับ EF - S 18 - 55mm f/3.5-5.6 เป็นเลนส์และขณะนี้อยู่ที่ตำแหน่งที่ 3 คุณสามารถซื้อกล้องตัวนี้ในราคา 899 $

 2. Nikon D3100:
 
Nikon D3100 เป็น 14.2 MP กล้องดิจิตอล SLR พร้อม 18 - 55mm f/3.5-5.6 AF - S DX VRเลนส์ซูม Nikkor และมีการจัดอันดับ 2 ในรายการนี้ มันสามารถใช้ได้ในราคา $ 646.95

 1. Nikon D7000:
 
Nikon D7000 เป็น DX - รูปแบบดิจิตอล SLR พร้อมขนาด 3 นิ้วจอแอลซีดีและ 16.2 MP กล้องและยังเป็นกล้อง DSLR ยอดนิยมของปี 2011 ค่าใช้จ่าย $ 1.220

วันพฤหัสบดีที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ขอบคุณทุกๆท่าน

ข้อมูลที่ได้อ่านนี้ อ่านจะไม่ได้มาจากเจ้าของ blog เอง อาจจะมากจะหลายส่วน เจ้าของ blog อยากจะเก็บรวบรวมข้อมูลต่างๆไว้เพื่อนเป็นข้ามูลในการตัดสินใจในการใช้รถซิ่งสักคน ขอบคุณครับ

Toyota Supra

Toyota Supra ความแรงจากอดีตจนถึงปัจจุบัน



สุดยอด Super Car ที่ผลิตในประเทศญี่ปุ่น ยี่ห้อหนึ่งนั้นก็คือ Supra จาก Toyota นั่นเอง Supra จัดเป็นสุดยอดรถสปอร์ทขับเคลื่อนล้อหลัง ที่ได้รับความนิยมทั่วโลก มีชื่อเสียงในด้านความแรงจาก บล็อกเครื่องยนต์ที่สร้างชื่อเสียงที่สุด JZGTE ด้วยรูปร่างหน้าตาการออกแบบที่ไม่เป็นรองใคร สมรรถนะการเกาะถนน และด้วยเครื่องยนต์เพียง 3,000 ซีซี เสียภาษีต่ำกว่า เส้นเปลืองเชื้อเพลิงน้อยกว่าแต่ให้พลังเทียบเท่ารถ Super Car ระดับ 300 กว่าแรงม้า แต่ก่อนจะมาเป็น Supra ให้พวกได้เห็นกันในปัจจุบัน จริงๆ Supra ได้สร้างตำนานความแรง มาอย่างยาวนาน พวกเรา thaispeedcar มามองย้อนกลับไปในอดีตกันกว่าว่า Supra ผลิตกันขึ้นมาแล้วกี่รุ่น แต่ละรุ่นมีข้อพิเศษอย่างไรกันบ้าง
2000 GT 
เริ่มตำนานในปี 1965 ด้วยทางบริษัท Toyopet หรือ Toyota ในปัจจุบัน ผู้ผลิตรถยนต์ระดับแนวหน้าแห่งประเทศญี่ปุ่น ได้ออกแบบสร้างรถสปอร์ท ออกมาเพื่อเข้าร่วมรายการแข่งขัน1966 Japanese Grand Prix และรายการ Fuji 24-Hour Race ในปี 1967 ด้วยการผลิตต้นแบบ 2000 GT ในรูปทรงของรถสปอร์ทคูเป้ หน้ายาว ภายในห้องเครื่องบรรจุขุมพลังขนาด 150 แรงม้า 2,000 ซีซี รหัส 3M และเครื่องยนต์รหัส 2 M ขนาด 2,300 ซีซี แบบ 6 สูบแถวเรียง ควบคุมการเปิดปิดวาวล์ด้วยระบบ Dual Overhead Cams ป้อนเชื้อเพลิงด้วยคาบูเรเตอร์ถึง 3 ตัว ของSolex ส่งกำลังผ่านเกียรธรรมดา 5 สปีด เฟืองท้ายระบบ Limited Slip Differential หยุดพลังด้วยดิสเบรก 4 ล้อ ความเร็วตีนปลายก้าวไปได้ถึง 210 กิโลเมตร/ชั่วโมง Toyota 2000GT เป็นรถที่ได้รับความนิยม ทั้งยังเคยเป็นรถประกอบภาพยนตร์ James Bond ทำให้ 2000GT เป็นรถที่มียอดจัดจำหน่ายสูงมากในอดีต แต่ในปัจจุบัน 2000GT จัดเข้าสู่ทำเนียบรถยนต์ Classic Car หายาก และราคาแพงมาก ถือว่าเป็นต้นแบบรถคุณปู่ของ Supra ในปัจจุบัน
Mark I (MK 1) Celica Supra 
ผลิตขึ้นในปี 1979 ถึงปี 19981 รหัสตัวถัง MA45, MA46, MA47
MK1 ถือเป็นต้นกำเนิด Supra รุ่นแรก พื้นฐานการสร้างถือต้นแบบมากจาก 1978 Toyota Celica Liftback หรือที่บ้านเราเรียกกันว่า เซลิก้า รุ่นแอร์โร่ว์ โดยขยายฐานล้อให้ยาวขึ้นอีก 129.5 มิลิเมตร กันชนหน้าแบบ Big Bumper ไฟหน้าต่างจาก เซลิก้าแบบไฟกลม 4 ดวงเป็นไฟเหลี่ยม และออฟชั่นที่ต่างกันเช่นกระจกไฟฟ้า เซนทัลล็อค หลังคาซันรูปในรุ่น Top MK1 แบ่งเป็นได้ 3 รุ่นคือ
1979 MA45 ใช้เครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร 6 สูบแถวเรียง รหัส M-EU แบบ 12 วาล์ว SOHC ให้พลัง 110 แรงม้า เป็นตัวที่จำหน่ายในประเทศญี่ปุ่น แต่ในรุ่นที่จำหน่ายในอเมริกา จะใช้เครื่องยนต์ขนาด 2.6 ลิตร รหัส 4M-E ให้พลัง 110 แรงม้าเท่ากัน
1980 MA4 ใช้เครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร แบบ Turbo Charger ของ Garret T03 ไม่มีอินเตอร์คูเลอร์ รหัสเครื่องยนต์ M-TEU ปั่นพลังได้ 145 แรงม้า ถือเป็นเครื่องยนต์รุ่นแรกของ Toyota ที่ใช้ระบบเทอร์โบชาร์จเจอร์จากโรงงาน
1981 MA47 ใช้เครื่องยนต์ขนาด 2.8 ลิตร ในรหัส 5M-E เป็นเครื่องยนต์แบบ SOHC 12 วาล์ว ให้แรงม้าเพียง 116 แรงม้า แต่ให้แรงบิดสูงถึง 145 ft•lbf (197 N•m) และสามารถทำความเร็วที่ระยะทาง 1/4 ไมล์ได้ 17.5 วินาที ถือว่าเร็วแล้วในสมัยนั้น
Mark II (MK 2) Celica Supra 
ผลิตขึ้นในปี 1982 – 1986 รหัสตัวถัง MA61, MA63, MA67, GA61
การออกแบบฉีกแนวความเป็นรถคลาสสิก ให้เป็นรถยนต์รุ่นใหม่ในรูปทรงโฉบเฉียวทันสมัย เป็นการนำไฟหน้าแบบ Pop-up มาใช้เป็นครั้งแรกของ Toyota รูปแบบสปอร์ทคูเป้ 3 ประตู ฟลูออฟชั่น ตัวถังมีความยาว 4460.9 mm กว้าง 1719.6 mm สูง1320.8 mm ช่วงล่างได้รับการดีไซน์มาจากบริษัท Lotus ด้วยระบบ MacPherson Struts ด้านหน้า ระบบอิสระล้อหลัง Semi – Trailing Arm Suspension ระบบดิสเบรก 4 ล้อ มีให้เลือกทั้งเกียรธรรมดา 5 สปีด และเกียรออโตเมตริก 4 สปีด ควบคุมด้วยอิเล็คทรอนิคส์ ECT ส่วนเครื่องยนต์ของรุ่นนี้มีถึง 6 รุ่น ตั่งแต่ 5M-E ในรุ่นเก่า MK I 2.8 ลิตร 116 แรงม้า เครื่องยนต์เทอร์โบอย่าง M-TEU 2.0 ลิตร 145 – 160 แรงม้า 5M-GEU 2.8 ลิตร 160 แรงม้า 5M-GE 170 แรงม้า และเครื่องยนต์ในบล็อกที่นักแต่งเริ่มคุ้นหน้าคุ้นตาตระกูล G แบบแถวเรียง 6 สูบ 2.0 ลิตรอย่าง 1G-EU 125 แรงม้า และ 1G-GEU ให้แรงม้าแบบสบายๆที่ 160 แรงม้า
Mark III (MK 3) Toyota Supra 
ผลิตขึ้นในปี 1986 กลางปี – 1992 รหัสตัวถัง MA70, MA71, GA70, JZA70
เป็นรุ่นที่ผลิตขึ้นด้วยการผสมผสานระหว่าง Celica รถยนต์ขับเคลื่อนล้อหน้า MR2 เครื่องวางกลางขับหลัง และ Supra MK II จนได้เป็นรุ่นใหม่อย่าง MK III ในเครื่องยนต์วางหน้าตามยาว ขับเคลื่อนล้อหลัง รูปแบบสปอร์ท 3 ประตูคูเป้ MK III แบ่งออกเป็น 4 รุ่นตามรหัสของเครื่องยนต์ที่ซุกอยู่ใต้หน้าฝากระโปรงหน้า
MA70 ใช้เครื่องยนต์รหัส 7M-EU แบบ Twincam 24V 6 สูป 3.0 ลิตร 2,954 ซีซี ให้แรงม้า 200 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที
MA71 ใช้เครื่องยนต์ 2,954 ซีซี เท่ากัน แต่ได้พ่วงเทอร์โบชาร์จเจอร์รหัส CT26 ของ Toyota ระบายความร้อนด้วยอินเตอร์คูเลอร์ ระบบการสั่งการจุดระเบิด distributor-less การจ่ายไฟแบบคอยล์อิสระ ควบคุมการทำงานด้วย Super Computer ในบล็อกเลื่องชื่อ 7M-GTE กับระยะช่วงชัก 83 X 91 กำลังอัด 8.4:1 น้ำหนักเครื่องยนต์ 119.5 กิโลกรัม สามารถสร้างพลังได้ 232 แรงม้าที่ 5,600 รอบต่อนาที และรุ่นพิเศษที่เรียกกันว่า Supra Turbo Aในรหัส 7M-GTEU ด้วยการ Upgrade ชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์หลายอย่าง เปลี่ยนองศาแคมชาร์ป หัวฉีดขนาด 550 ซีซี แรงดันเทอร์โบจาก 6.8 psi เป็น 14 psi ( 1 bar ) ทำให้แรงม้าพุ่งขึ้นสูงถึง 267 แรงม้าที่ 5,600 รอบต่อนาที
GA70 ใช้เครื่องยนต์บล็อกเล็ก 1G-GTE ขนาด 2.0 ลิตร 1,988 ซีซี Twin cam 24V อัดอากาศด้วยเทอร์โบคู่ Twin turbo รหัส CT 12 ระบบระบายความร้อนด้วยอินเตอร์คูลเลอร์แบบอากาศ air-to-air และwater-to-air แบบอินเตอร์น้ำ ให้แรงม้าที่ 185 แรงม้าในรุ่นแรก หรือที่บ้านเราเรียกกันว่าปลั๊กเหลือง และ 210 แรงม้าในรุ่นปลั๊กเทา ที่บ้านเราเรียกกัน
JZA70 หรือที่เรียกกันว่า 2.5GT ใช้เครื่องยนต์ขนาด 2,491 ซีซี รหัส 1JZ-GTE แบบ Twin-cam 24V อัดอากาศด้วยเทอร์โบชาร์จเจอร์ 2 ลูก รหัส CT 20 ระยะช่วงชัก 71.5 X 86 มิลิเมตร กำลังอัดที่ 9.1:1 มีแรงม้าถึง 280 แรงม้าที่ 6200 รอบต่อนาที ใน และ 300 แรงม้าในรุ่นระบบวาล์วแปรผัน VVT-i ที่ใช้เทอร์โบเดี่ยว CT12B เป็นตัวอัดอากาศ
Toyota Supra รุ่นนี้เป็น Generation ที่ 4 ของสายพันธ์การผลิต Supra การออกแบบดีไซน์ ถือเป็นการออกแบบที่ทาง Toyota ได้ทำการทุ่มเทมากที่สุดเพื่อให้เป็นสุดยอดรถสปอร์ต ที่สวยงาม และลงตัวที่สุด การออกแบบยังคงใช้รูปแบบคูเป้ 2+2 ที่นั่ง ซึ่งที่นั่งด้านท้ายมีความกว้างไม่มาก เหมาะกับเด็ก หรือสัตว์เลี้ยงเท่านั้น ที่เรียกกันว่า Dog seat ไฟหน้าตัดแบบ Pop-Up ออกไป เปลี่ยนมาใช้โคมไฟหน้าขนาดใหญ่ สวยงามกว่า และให้ผลต่ออากาศพลศาสตร์มากกว่า ด้วยค่าสัมประสิทธ์แรงเสียดทานอากาศเพียง 0.33 และ 0.30 สปอยเลอร์หลังทรงสูง ที่ออกแบบมาพอดีกับหลังคารถ ซึ่งผู้ขับขี่จะไม่รู้สึกถึงความสูญเสียทัศนะวิสัยแต่อย่างไร  
 
ช่วงล่างของ Supra ถูกพัฒนาให้เหนือชั้นใกล้เคียงรถ Super Car ระดับโลก ด้วย Double wishbone type coil spring ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ปีกนกแบบ อะลูมิเนียม ดิสเบรกหน้าแบบ 4 port และ 2 port ดิสหลัง เสริมความปรอดภัย ด้วยระบบ ABS (Antilock brake system) ระบบป้องกันการล้อฟรี ลื่นไถลในสภาวะทุกพื้นถนน TRC (Traction control system) ระบบเฟืองท้ายแบบ LSD (Limited slip differential) ทำให้แรงม้าถ่ายทอดลงพื้นได้อย่างเต็มที่ ในรุ่น Turbo จะใช้ล้อ 5 ก้านแบบ aluminum alloy น้ำหนักเบาและแข็งแรง พร้อมยางขนาด 225/50/16 ด้านหน้า และ 245/45/16 ด้านหลัง
 
Drive
Rear 
Suspension - frontwishbones, coils, anti-roll bars 
Suspension - rearwishbones, coils, anti-roll bars 
SteeringRack & Pinion (power assisted) 
LSDTorsen LSD (RZ/GZ)Optional on SZ
ABSYesn/a
Traction controlYes (RZ/GZ)Optional on SZ
Turning circle (m)10.8 (35.5 ft) 
Brakes - front296mm 2 potOptional: 323mm 4 pot
Brakes - rear307mm 1 potOptional: 324mm 2 pot
Wheels - front16" * 8"Optional: 17" * 8"
Wheels - rear16" * 9"Optional: 17" * 9.5"
Tyres - front225/50 - 16Optional: 235/45 - 17
Tyres - rear245/45 - 16Optional: 255/40 - 17
Kerb Mass (kg)1490 - 1510 (RZ/GZ)1430-1470 (SZ)
Fuel tank (l)70 (15.4 gall) 
CD0.33 (RZ/GZ)0.30 (SZ)
 
ระบบส่งกำลัง และเฟืองท้าย เป็นครั้งแรกที่ทาง Toyota ได้นำระบบส่งกำลังด้วยเกียรธรรมดาแบบ 6 สปีดมาใช้กับรถยนต์ของตน ซึ่งจะใช้อัตราทดเฟืองท้ายในเครื่องเทอร์โบ 3.266 N/A 3.769แต่ก็ยังมีแบบ 5 Speed ให้ยังเลือกใช้กัน ใช้เฟืองท้าย 4.083 และแบบเกียรอัตโนมัติแบบ 4 Speed ทั้งในรุ่น Turbo เฟืองท้าย 3.769และ N/A ขนาด 4.083
 
Gearbox6 Speed (V160) / (V161)5 Speed (W58)Auto (A343E)
First3.827 / 3.7243.2852.804
Second2.360 / 2.2461.8941.531
Third1.685 / 1.5411.2751
Fourth1.312 / 1.20510.705
Fifth1.000 / 1.0000.783n/a
Sixth0.793 / 0.818n/an/a
Reverse3.280 / 3.1923.7682.393
Final Drive3.266(all TT) / 3.769(NA)4.083(NA)3.769(TT) / 4.083(NA)
เครื่องยนต์ของ Supra  แบ่งได้เป็น 4 รุ่นคือ
2JZ-GE ขนาด 3.0 ลิตร 6 สูบ DOHC 24 V 2,988 ซีซี กำลังอัดสูงสุด 10.0:1 ไม่มีเทอร์โบชาร์จเจอร์ ให้กำลัง 220 แรงม้า ที่ 5,800 รอบต่อนาที ใช้เทคโนโลยีแบบ Y-pipe ที่คอไอดี มีลิ้นช่วยรีดความเร็วอากาศทำให้มีแรงบิดดีทั้งรอบต้น และรอบปลาย TRC ลดรอบเครื่องอัตโนมัติ เมื่อล้อหลังเกิดการหมุนฟรี หรือลื่นไถล ให้กำลัง 220 แรงม้า ที่ 5,800 รอบต่อนาที
2JZ-GTE (Japan Spec) ใช้เครื่องยนต์ 3.0 ลิตร กำลังอัด 8.5:1 เทอร์โบชาร์จเจอร์แบบ Two way twin turbo ด้วยเทคโนโลยีแบบ sequential ที่เทอร์โบจะทำงานทีละตัว ลดการอรอบ ให้กำลังต่อเนื่อง ใบหลังแบบ CERAMIC น้ำหนักเบากว่า รหัส CT12B แรงดันเทอร์โบ 0.68 บาร์ หรือ 10 ปอนด์ ควบคุมระบบอ่านอากาศด้วย Map Senser จ่ายน้ำมันด้วยหัวฉีดขนาด 430 ซีซี ทั้ง 6 หัว ระบายความร้อนด้วย อินเตอร์คูเลอร์
ทำให้ได้แรงม้าออกมายันเพดานกฎหมายญี่ปุ่นที่ 280 แรงม้า แต่ให้แรงบิดมากถึง 323 ฟุต/ปอนด์

2JZ-GTE (UK Spec) ใช้พื้นฐานเครื่องตัวเดียวกันกับ Japan Spec แต่ได้เปลี่ยนเทอร์โบให้มีขนาดโตขึ้นด้วย รหัส T12B ใบหลังเป็นเหล็ก เพิ่มแรงดันเทอร์โบเป็น 0.82 บาร์ หรือ 12 ปอนด์ เปลี่ยนหัวฉีดเป็นขนาด 540 ซีซี และเปลี่ยนระบบการอ่านอากาศเป็นแบบ Airflow Senser เพิ่มองศาแคมชาร์ปเป็นขนาด 233 องศา ลิฟต์ 8.25 มิลิเมตร ทำให้แรงม้าเพิ่มขึ้นเป็น 320 และ 326 แรงม้าในรุ่นที่ขายในอังกฤษ แต่แรงบิดเพียง 315ฟุต/ปอนด์
2JZ-GTE VVTi ผลิตขึ้นในปี 1998 ใช้พื้นฐานมาจากเครื่องยนต์ 2JZ-GTE โดยเพิ่มระบบ Valuable Vale Timing Intelligent หรือ VVTi ให้กับฝาสูบของเครื่อง เพื่อการควบคุมคุณภาพไอเสีย โดยการเปลี่ยนองศาแคมชาร์ปให้ต่ำ และสูงตามรอบการทำงานของเครื่องยนต์ เทอร์โบใช้เป็น Twin Turbo มีพลังเพิ่มขึ้นอีก 5 แรงม้า และแรงบิดเพิ่มขึ้นอีก 10 ฟุต/ปอนด์ มีให้เลือกทั้งเกียรธรรมดา 6 สปีด และเกียรอัตโนมัต
 
Janpan Spec
UK Spec
Horsepower280 hp320 hp
Torque323 ft/lb (1997 VVTi 338 ft/lb)315 ft/lb
Injectors430 cc540 cc
Injector ImpedanceHigh ImpedanceLow Impedance
Inlet Cam Duration224 deg233 deg
Inlet Cam Lift7.8mm8.25mm
Airflow MeasurementMAP sensorAirflow sensor
Sequential Turbo'sCT20A (Ceramic) see Note 1 belowCT12B (Steel)
Turbine Size60mm/48mm (inducer/exducer)52mm/44mm (inducer/exducer)
Compressor Size62mm/39mm (inducer/exducer)58mm/39mm (inducer/exducer)
Turbine materialCeramicSteel
Scroll area (mm^2)600740
A/R ratio0.420.5
Model Supra แบ่งออกเป็น 4 รุ่น ตาม Type การผลิตคือ
Type SZ
เป็นรุ่นมาตรฐานของ Supra ใช้เครื่องยนต์รหัส 2JZ-GE แบบ 6 สูบ 3.0 ลิตรไม่มีเทอร์โบชาร์จเจอร์ 225 แรงม้า มีให้เลื่อกทั้งเกียรธรรมดา 2 สปีด และเกียรออโต้เมตริก 4 สปีด
SZ รหัส E-JZA80-ALMVF (M/T), E-JZA80-ALPVF (A/T)
SZ Aero Top E-JZA80-AJLPVF ที่หลังคาสามารถเปิดออกได้แบบ TRAGA
SZ-R รหัส E-JZA80-ALMSF
Type RZ 
ใช้เครื่องยนต์เทอร์โบ 2JZ-GTE 280/320 แรงม้า ในปี 1998 ขึ้นไปใช้เครื่อง 2JZ-GTE VVTi มีให้เลือกทั้งเกียรธรรมดา 5 สปีด เกียรธรรมดา 6 สปีด และเกียรออโต้ 4 สปีด
RZ E-JZA80-ALPQZ ภายในเป็นเบาะผ้า Airbag, ABS, Cruise Control
RZ-S E-JZA80-ALPVZ ภายในเป็นเบาะหนังปรับไฟฟ้า
Type GZ
เป็นรุ่นที่ผลิตขึ้นในปี 1993 – 1995 เท่านั้น ใช้เครื่องยนต์เทอร์โบ 2JZ-GTE 280 – 320 แรงม้า มีเฉพาะเกียรธรรมดา 6 สปีด และเกียรออโต้ 4 สปีด
GZ รหัส E-JZA80-ALPZZ เบาะหนังแท้ปรับไฟฟ้า Airbag, ABS, Cruise Control, Active Spoiler
GZ Aero Top รหัส JZA80-AJPZZ ที่หลังเปิดได้แบบ TRAGA
ModelRZ / GZ (Twin Turbo)SZ (NA)
Max Power (kw)209 @ 5600 (280 hp)168 @ 6000 (225 hp)
Max Torque (nm)44.0 @ 3600 (323 ft/lb) (1997 VVTi 46.0 = 338ft/lb)29.0 @ 4800 (213 ft/lb)
Compression ratio8.5:110
Inductiontwin turbon/a
Transmission6 spd man/4 spd auto5/6 spd man/4 spd auto
Bore * Stroke(mm)86.0 * 86.086.0 * 86.0
Capacity (cc)29972997
Valvesefi/twin cam/24vefi/twin cam/24v
Intake valve dia.33.5 mm33.5 mm
Intake valve lift7.8 mm8.3 mm
Exhaust valve dia.29.0 mm29.0 mm
Exhaust valve lift8.4 mm8.4 mm
Intake opening3 deg BTDC to 41 deg ABDC3 deg BTDC to 52 deg ABDC
Exhaust opening52 deg BBDC to 4 deg ATDC52 deg BBDC to 4 deg ATDC
Sequential turbosCT20A (ceramic)None
Turbine Size60/48 mmn/a
Compressor Size62/39 mmn/a
Turbine materialCeramicn/a
Turbo Scroll area600 (mm^2)n/a
Turbo A/R ratio0.42n/a
Minor Chang Supra
นอกจากนี้ Supra ยังได้มีการเปลี่ยนแปลงที่บอดี้ และอุปกรณ์ ซึ่งแตกต่างกันในแต่ละรุ่น แต่ละปี และแต่ละโซนการแบ่งขาย เช่นใน ญี่ปุ่น และ ยุโรป ดังนี้
Japan Spec
1993-1995 ไฟหน้าเป็นแบบพลาสติกใส โคมด้านในเป็นสีเงิน ข้างแก้มมีไฟเลี้ยวสีส้ม ไฟท้ายกรอบเป็นสีดำ เลนซ์ไฟนูนขึ้นจากกรอบ
1996 เปลี่ยนไฟเลี้ยวแก้มจากสีส้ม เป็นสีขาว
1997-1998 เปลี่ยนไฟหน้าเป็นแบบโคมในสีดำ ตัดไฟเลี้ยวข้างแก้มออกไป เพิ่มไฟเบรกดวงที่สาม และชุดไฟท้ายเป็นแบบตาเพชร กรอบไฟท้ายใช้เป็นสีเทา เลนซ์ไฟท้ายถูกจัดวางให้ลึกลงไป เปลี่ยนเครื่องยนต์แบบ VVTi
UK Spec
1993-1994ไฟหน้าเป็นกระจกใส กรอบด้านในเป็นสีดำ มีปุ่มฉีดน้ำไฟหน้าติดอยู่ที่กันชน มีสคูปฝากระโปรงหน้า โคมไฟหลังเป็นแบบมีไฟถอยอยู่ระหว่างกลาง และไมล์แบบ 320 กม/ชม
1995 มีรุ่นพิเศษขึ้นมาชื่อรุ่น SE หรือ Supra Limited Edition เป็นการฉลองครบรอบ 15 ปีของ Supra
1998 ภายในเปลี่ยน พวงมาลัยเป็นแบบ 4 ก้าน และเครื่องยนต์แบบ VVTi

Type R ตำนานตัว "H" บนพื้นแดง

Type R ตำนานตัว "H" บนพื้นแดง

โลโก้ตัว H บนพื้นแดง ล้อแม็กและตัวถังสีขาว พร้อมกับเครื่องยนต์แรงม้าสูงรอบจัด และเบาะ Recaro แดง" 

นี่คือนิยามสั้นๆ ของเวอร์ชันไทป์ อาร์จากค่ายฮอนด้าซึ่งย่อมาจาก Type Racing ที่ได้รับการพัฒนามาเพื่อตอบสนองลูกค้า ที่ต้องการความแรงที่เหนือระดับจากรุ่นปกติ ซึ่งจุดกำเนิดของความแรง ที่พัฒนาจากสนามแข่ง เพื่อเอาใจนักซิ่งเท้าหนัก เริ่มขึ้นในญี่ปุ่นช่วงต้นทศวรรษที่ 1990 

รูปภาพ
 
ซีวิค ไทป์ อาร์รุ่นแรกในรหัส EK9 มากับตัวถังแฮทช์แบ็ก 3 ประตูพร้อมความแรงในระดับ 185 แรงม้า 

อย่างไรก็ตาม ในช่วงแรกคงเรียกว่าเป็นไทป์ อาร์อย่างเป็นทางการได้ไม่เต็มปากนัก แต่ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ช่วยผลักดันให้โครงการไทป์ อาร์เกิดขึ้นในเวลาต่อมา โดยในช่วงนั้น ฮอนด้าเปิดตัวรุ่นตัวแรงของซีวิค SiR รหัส EF9 ในปี 1991 และ EG6/9 SiR II ในปี 1992 ซึ่งถือว่าเป็นซีวิครุ่นแรกที่มากับเครื่องยนต์ตัวแรง B16A พร้อมกับการตกแต่งภายในแบบสปอร์ต และช่วงล่างที่เซ็ตมาเพื่อรองรับกับสมรรถนะที่เพิ่มขึ้น 

รูปภาพ
 
เอ็นเอสเอ็กซ์-อาร์เปิดตัวในปี 2002 พร้อมกับเป็นการปิดฉากความแรงในรหัสอาร์สำหรับสปอร์ตรุ่นนี้ 

จากนั้นในปี 1992 ไทป์ อาร์รุ่นแรกก็ออกจากสายการผลิต โดยเป็นเวอร์ชันพิเศษของเอ็นเอสเอ็กซ์ ผลิตออกมาจำกัด และมีการปรับเซ็ตตัวรถให้มีน้ำหนักเบาลงมาอยู่ที่ 1,230 กิโลกรัม จากเดิม 1,350 กิโลกรัม

แต่ชื่อของไทป์อาร์กลับเป็นที่รู้จักกันกว้างขวางขึ้น กับการเป็นรุ่นตัวแรงสำหรับรถจ่ายกับข้าวอย่างซีวิค รหัส EK และสปอร์ตที่ใช้พื้นฐานเดียวกับซีวิคอย่างอินเทกรา ในช่วงปี 1996-1997 ซึ่งเหตุผลเป็นเพราะ มีราคาไม่แพง อยู่ในระดับ 1,998,000-2,500,000 เยน หรือ 670,000-825,000 บาทเท่านั้น ขณะที่เอ็นเอสเอ็กซ์ไต่ขึ้นไปในระดับ 10 ล้านเยน หรือ 3 ล้านกว่าบาท จึงกลายเป็นความแรง ที่ชนชั้นกลางสามารถเอื้อมถึงได้ 


รูปภาพ
 
อินเทกรา ไทป์ อาร์ รุ่นล่าสุด DC5 เป็นตัวแรงรุ่นสุดท้ายที่ไม่มีการผลิตอีกแล้ว 
เพราะฮอนด้ายืนยันว่า จะไม่มีรุ่นใหม่ของอินเทกราที่ใช้พื้นฐานเดียวกับซีวิคใหม่ออกมาขาย 

ไทป์ อาร์ของซีวิคในรหัส EK9 มากับเครื่องยนต์ B16B ที่ได้รับการรีดแรงม้าเพิ่มขึ้นเป็น 185 แรงม้ากับความจุเครื่องยนต์เพียง 1,600 ซีซีเท่านั้น และได้รับการยอมรับว่า เป็นเครื่องยนต์แบบไร้ระบบอัดอากาศ หรือ NA ที่มีแรงม้าต่อความจุ 1 ลิตร ดีที่สุดในโลกบล็อกหนึ่งเลยทีเดียว ขณะที่อินเทกรามากับรหัส DC2 พร้อมเครื่องยนต์ B18C-R ความจุ 1,800 ซีซี 200 แรงม้า พร้อมเกียร์ธรรมดาอัตราทดชิดแบบ 5 จังหวะ

อีก 5 ปีต่อมารหัสนี้ยังเป็นที่รู้จักกันในหมู่ของแฟนฮอนด้ากับรุ่นซีวิค และอินเทกราเหมือนเดิม โดยรุ่นใหม่ของซีวิคมากับรหัส EP3 และอินเทกรามาในรหัส DC5 พร้อมความเปลี่ยนแปลง ที่หันไปคบกับเครื่องยนต์ใหม่ รหัส K 4 สูบ 2,000 ซีซี i-VTEC ซึ่งมีกำลังขับเคลื่อนในระดับ 200-220 แรงม้า

ส่วนเอ็นเอสเอ็กซ์ ไทป์ อาร์ถูกลดบทบาทลงโดยเปิดตัวรุ่นไทป์ เอส ซีโร่ออกมาแทนที่ในปี 1997 ก่อนที่จะกลับมาอีกครั้งในชื่อเอ็นเอสเอ็กซ์-อาร์ในปี 2002

สำหรับสาเหตุที่ว่าทำไมไทป์ อาร์จะต้องมากับโลโก้ตัว H บนพื้นแดง และสีขาว นั่นเป็นเพราะ รถแข่ง F1 คันแรกของฮอนด้าที่คว้าแชมป์กรังด์ปรีซ์ในยุคทศวรรษที่ 1960 มากับตัวถังสีขาวแบบ Championship White และใช้โลโก้สีตัว H บนพื้นแดง นี่ก็เลยเป็นที่มาของการสานต่อเจตนารมย์ แห่งความแรงจากสนามแข่ง และในปัจจุบัน รถยนต์ของฮอนด้า (ไม่นับพวกแต่งเอง) มีแค่เวอร์ชันไทป์ อาร์ และรถแข่งทุกประเภทรวมถึง F1 เท่านั้นที่ใช้โลโก้นี้ 


รูปภาพ 
โลโก้ตัว H บนพื้นแดง สัญลักษณ์แห่งความแรงที่สาวกของฮอนด้า 
รู้จักกันดีเช่นเดียวกับสัญลักษณ์ไทป์ อาร์ที่แปะข้างตัวถัง 

Ford Mustang

ก่อกำเนิดเกิด Ford Mustang

                             

40 ปี ก่อนหน้านี้ ฟอร์ด มัสแตง ได้ถือกำเนิดขึ้นในโลกยานยนต์ ถือเป็นรถสปอร์ต ที่สามารถตอบสนองความต้องการของนักขับขี่ด้วยราคาที่ไม่สูงจนเกินไป ด้วยเหตุนี้ Mustang คันเเรกจึงได้เปิดตัวสู่สาธารณชนในปี 1964 ในงาน New York World Fair ด้วยรูปลักษณ์ที่โดดเด่นและสมรรถนะที่ดีเยี่ยมทำให้เป็นที่ถูกใจของนักขับชาวอเมริกันเป็นจำนวนมากและนับตั้งเเต่นั้นมา Mustang ก็เข้ามามีบทบาทในโลกยานยนต์มากขึ้นได้ฉายาว่าเป็นสุดยอดรถ Muscle Car ตั้งเเต่อดีตจนถึงเจเนอเรชั่นล่าสุด Mustang 2005 โดยหนังสือรถยนต์ ชื่อดังระดับโลกอย่าง Car&Driver ที่เลือก Mustang เป็น 1 ใน 10 รถยอดเยี่ยม (10 BEST) ปี 2005 โดยจัดให้เป็น "Best Muscle Car"
ฟอร์ดได้พัฒนา Mustang 2005 ขึ้นมาใหม่หมด ลบโครงสร้างเดิมเเล้วเปลี่ยนมาใช้การออกแบบใหม่ทั้งหมดมีเป้าหมายให้เป็น Mustang ที่ทำความเร็วได้สูงขึ้น ปลอดภัยยิ่งขึ้นและแน่นอนว่าจะต้องดูดีที่สุดเมื่อเทียบกับรุ่นที่ผ่านมา ด้วยรูปทรงที่ดูกำยำ ด้วยการ ออกแบบเหมือนกับมีมัดกล้ามรอบคันจากตัวถังรถหรือซุ้มล้อที่โป่งออก ปราดเปรียวด้วยรูปทรงรถที่มีเส้นสายเฉพาะตัว ด้านหน้ายาวและหลังคาลาดลง ด้านท้ายที่เป็นเอกลักษณ์มาตลอดกว่า 40 ปี ซึ่งทำให้ดูทรงพลังและพร้อมจะทะยานไปข้างหน้าแม้ในขณะที่หยุดนิ่ง เพิ่มความดุดันด้วยไฟท้ายแบบ 3 ดวง ความยาวฐานล้อที่ถูกยืดออกมาอีก 6 นิ้ว นอกจาก จะทำให้รูปลักษณ์ภายนอกดูปราดเปรียวทรงพลังมากขึ้นแล้ว ยังเพิ่มพื้นที่ภายในห้องโดยสาร นั่งสบายมากขึ้น มีพื้นที่วางขา พื้นที่ว่างช่วงไหล่ และเหนือศีรษะ มากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ Mustang 2005 ยังเป็นรุ่นแรกของวงการรถยนต์ ที่ผู้ขับขี่สามารถ เลือกโทนสีของไฟหน้าปัดได้เอง เพียงกดปุ่มและเลือกสีไฟที่ต้องการจาก 125 สีที่มีให้เลือกตามอารมณ์ บุคลิกหรือกิจกรรมที่ทำและพวงมาลัย 3 ก้านจับกระชับมือ
Mustang 2005 เป็นรถขับเคลื่อนล้อหลัง ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของนักนิยมสปอร์ต คาร์ เเต่มีเครื่องยนต์ 2 ขนาดให้กับมัสแตง คือ วี 6 4.0 ลิตร ที่ให้กำลังสูงสุด 210 แรงม้า และ วี 8 4.6 ลิตร ที่ให้ กำลังสูงสุด 300 แรงม้า ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 40 แรงม้าเมื่อเทียบกับรุ่น 2004 และเพิ่มขึ้นถึง 50% จากรุ่นปี 1964 มี 2 ตัวถังให้เลือกคือ คูเป้และเปิดประทุน เกียร์มีทั้งเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเป็นครั้งแรกที่ฟอร์ดได้พัฒนาเกียร์ออโตเมติก 5 สปีด ใน Mustang ที่ทำให้ขับได้อย่างสนุกสนานกับความทรงพลังของเครื่องยนต์ใหม่ที่เรียกพลังได้ทันใจ พร้อมทั้งให้ความประหยัดสูงสุดเมื่อขับขี่ ทางไกล
ระบบช่วงล่างด้านหน้าแบบ แมคเฟอร์สัน สตรัทรุ่นใหม่ พร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหลังเป็นแบบคานแข็งที่เพิ่มประสิทธิภาพในการทรงตัว เกาะถนนเป็นเยี่ยมแม้ในขณะ เข้าโค้งด้วยความเร็วสูง ดิสก์เบรก 4 ล้อ เบรกเอบีเอส ยางขนาด 235/55 ขอบ 17 นิ้ว เพิ่มความมั่นใจให้กับทุกการขับขี่
นอกจากนี้ ฟอร์ดยังได้ติดตั้งระบบความปลอดภัยส่วนบุคคล หรือ Personal Safety System? ที่รวมสุดยอดเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยเพื่อให้ความอุ่นใจมั่นใจโดยเฉพาะ การปกป้องผู้ขับขี่และผู้โดยสารในกรณีการชนด้านหน้า ด้วยถุงลมนิรภัยคู่หน้าที่สามารถพองตัว ได้ถึง 2 แบบ คือในกรณีที่ชนอย่างรุนแรงและไม่รุนแรงมากนักที่ชนอย่างรุนแรงและไม่รุนแรงมากนัก